2022-07-06
Breaking News

ด่วน ศาลฎีกา แก้โทษ “ลุงวิศวะ” ติดตะราง 3 ปี 4 เดือน รอการลงโทษ 3 ปี

ศาลฎีกาอ่านคำพิพากษาลับหลัง ชี้ขาดแก้โทษ “ลุงวิศวะ” ติดตะราง 3 ปี 4 เดือน ให้คอยการลงทัณฑ์ไว้ 3 ปี คุมความประพฤติ 2 ปี รายงานตัวต่อพนักงานคุมทำตัว ทุก 3 เดือน

กรณี เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 12 พ.ค. 2564 ก่อนหน้าที่ผ่านมา ที่ศาลจังหวัดชลบุรี ศาลได้นัดอ่านคำพิพากษาในชั้นศาลฎีกา คดีที่ นายสุเทพ โภชนบริบูรณ์ อายุ 56 ปี วิศวกรบริษัทฯ เป็นเชลยในความผิดฐานพกอาวุธปืนไปในที่ส่วนรวมโดยไม่มีเหตุอันควรจะ แล้วก็ความผิดฐานฆ่าคนอื่นโดยเจตนา โดยก่อเหตุยิง นายนวพล ผึ่งผาย หรือปอนด์ อายุ 17 ปี จากเหตุวิวาทเรื่องที่จอดรถ เหตุเกิดใกล้ตลาดอ่างศิลา จ.ชลบุรี เมื่อค่ำวันที่ 4 ก.พ. 2560 ซึ่งคดีนี้ ศาลอุทธรณ์ชี้ขาดว่า เชลยมีความผิดฐานฆ่าคนอื่นโดยเจตนา ติดตะราง 15 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม อาจจะติดตะราง 10 ปี ฐานพาอาวุธปืนฯ ปรับ 4,000 บาท ลดโทษให้ครึ่งหนึ่ง อาจจะปรับ 2,000 บาท รวมติดตะราง 10 ปี แล้วก็ปรับ 2,000 บาท ให้เชลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 340,000 บาท พร้อมดอกในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตั้งแต่แมื่อวันยื่นคำร้องขอเป็นต้นไป กระทั่งจะจ่ายเสร็จแก่ผู้ร้อง

โดย นายวันชัย แสงสุวรรณ์ ทนายฝ่ายคนเสียชีวิต ได้เป็นผู้แทนฝ่ายปัญหาผู้เสียหาย เดินทางมารับฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ในเวลา 09.40 น. โดยตุลาการท่านได้คอยทั้งเชลยแล้วก็ทนายฝ่ายเชลย จนถึงเวลาล่วงเลยไปเกือบ 10.30 น. ไม่มีวี่แววว่าเชลยแล้วก็ทนายฝ่ายเชลย จะเดินทางมาตามนัด แล้วก็มีท่าทีจะติดต่อกลับมา ทางตุลาการ จึงทำตามกระบวนการตามกฎหมายคือ สั่งยึดริบประกันจำนวน 874,000 บาท พร้อมออกหมายจับ นายสุเทพ โภชนบริบูรณ์ หรือ ลุงวิศวะ โดยภายใน 1 เดือนถ้าเกิดจับกุมตัวได้ก็จะกักคุมมาฟังคำพิพากษา แต่ถ้าเกิดยังตามจับกุมตัวมิได้ ก็จะอ่านคำพิพากษาลับหลัง ในวันที่ 17 เดือนมิถุนายน นั้น

ความก้าวหน้าเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 17 เดือนมิถุนายน 2564 ที่ศาลจังหวัดชลบุรี ศาลได้นัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ในคดีอาญาลำดับที่แดงที่ 3544 / 2561 ระหว่าง พนักงานอัยการจ.ชลบุรีโจทก์ นางสาวมณีพร ผึ้งผาย โจทก์ร่วม นายสุเทพ โภชนบริบูรณ์ เชลย คดีต่อเนื่องมาจากตอนวันที่ 4 ก.ย. 2560 พนักงานอัยการจ.ชลบุรีเป็นโจทก์ฟ้อง นายสุเทพ โภชนบริบูรณ์ เป็นเชลย ในความผิดฐานฆ่าคนอื่นโดยเจตนา พาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือถนนสาธารณะ โดยไม่มีเหตุควรแล้วก็โดยมิได้รับเอกสารสิทธิ์ จากกรณีที่เชลยใช้อาวุธปืนยิงนายนวพลหรือปอนด์ ผึ้งผาย ถึงแก่ชีวิต เหตุเกิดตอนวันที่ 4 ก.พ. 2560 ที่บริเวณแยกครกใหญ่ ตำบลอ่างศิลา อำเภอเมืองชลบุรี จ.ชลบุรีหรือเป็นที่รู้กันโดยธรรมดาว่า “คดีลุงวิศวะยิงนักเรียน ม.4” ซึ่งเชลยให้การสารภาพในความผิดฐานพาอาวุธปืนฯ ส่วนความผิดฐานฆ่าคนอื่นโดยเจตนา เชลยให้การต่อสู้อ้างเหตุคุ้มครองปกป้อง

ศาลชั้นตันมีคำพิพากษาว่า เชลยมีความผิดฐานพาอาวุธปืนฯ แล้วก็ฆ่าคนอื่นโดยเจตนาตามฟ้อง ฐานฆ่าคนอื่นโดยเจตนา ติดตะราง 15 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม อาจจะติดตะราง 10 ปี ฐานพาอาวุธปืนฯ ปรับ 4,000 บาท ลดโทษให้ครึ่งหนึ่ง อาจจะปรับ 2,000 บาท รวมติดตะราง 10 ปี แล้วก็ปรับ 2,000 บาท ยกคำขอให้ช่วยเหลือเข้าร่วมเป็นโจทก์ของผู้ร้อง ให้เชลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 340,000 บาท พร้อมดอกในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันยื่นคำร้องขอเป็นต้นไปกระทั่งจะจ่ายเสร็จแก่ผู้ร้องโจทก์แล้วก็เชลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ชี้ขาดยืนเชลยศาลฎีกาศาลฎีกาพิจารณาแล้ว มีความคิดเห็นว่า สาเหตุคดีเริ่มต้นเมื่อพวกของคนเสียชีวิตจอดรถยนต์ตู้ซ้อนคันกับรถยนต์ของเชลย โดยมิได้พึงพอใจว่ารถยนต์ของเชลยที่จอดขอบฟุตขว้างทจะออกไปได้ไหม เมื่อภริยาเชลยบอกให้ทราบว่ารถยนต์ของเชลยกำลังจะออก แต่พวกของคนเสียชีวิตไม่ขยับให้ กลับบอกให้รอก่อน การจอดรถยนต์ซ้อนคันกีดกั้นออกถนนของรถยนต์คันอื่น ทั้งมิยอมรีบขยับรถยนต์ให้รถยนต์คันที่ตนจอดขวางอยู่ออกไปได้ มิใช่เรื่องที่คนสามัญปฏิบัติกัน เรื่องแบบนี้ คนสามัญไม่ว่าใครก็ตามพบเจอ ย่อมต้องรู้สึกโกรธเป็นปกติ เชลยกล่าวถ้อยคำหยาบคายบ่อยมาก แต่มีเพียงแต่ถ้อยคำเดียวที่พวกของคนเสียชีวิตได้ยินก่อนจะพากันขึ้นรถยนต์ตู้ไป ส่วนถ้อยคำหยาบคายอื่นเชลยกล่าวในรถยนต์ของตนเอง ไม่น่าเชื่อว่าจะก่อให้พวกของคนเสียชีวิตมีความคิดว่าจำเป็นต้องเอาการกับเชลย ทั้งเรื่องที่เกิดขึ้นเพียงแต่ทำให้เชลยเสียเวล่ำเวลาไปบ้างน้อย จึงมิใช่เรื่องใหญ่โตถึงขั้นต้องฆ่ากัน น่าเชื่อว่า ในช่วงเวลาที่รถยนต์ของทั้งสองฝ่ายเคลื่อนออกจากบริเวณหน้าร้านค้าขายอาหารทะเลแห้ง ทั้งสองฝ่ายมิได้มีความคิดที่จะเอาการอีกฝ่ายเพราะว่าเหตุจากการทะเลาะเบาะแว้งกัน ส่วนเรื่องกลางทางตั้งแต่รถยนต์ของทั้งสองฝ่ายออกจากร้านค้าขายอาหารทะเลแห้ง จนกระทั่งเวลาก่อนจะถึงแยกครกใหญ่ พวกของคนเสียชีวิตเพียงแต่เปิดไฟสูงใส่เชลย มิได้ขับแข่ง ขับแซง หรือปาดหน้า ทั้งที่อยู่ในวิสัยที่สามารถปฏิบัติได้อย่างไม่ยากเย็น ส่วนฝ่ายเชลย การกระทำภายในรถยนต์บอกให้เห็นได้ว่า ภายหลังจากออกจากหน้าร้านค้าขายอาหารทะเลแห้งไม่นาน เชลยแล้วก็ภริยาต่างระงับความโมโหได้แล้วก็เกรงว่าจะถูกฝ่ายคนเสียชีวิตรังแก จึงมีความคิดจะไปขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือบุคคลอื่น เมื่อรถยนต์ของทั้งสองฝ่ายไปถึงแยกครกใหญ่ เชลยไม่ได้ขับรถปาดหน้ารถยนต์พวกของคนเสียชีวิตเพื่อไปจอดรถยนต์ที่ขอบฟุตขว้างท แล้วก็ไม่ได้มีการกระทำยั่วยุให้คนในกลุ่มคนเสียชีวิตมาวิวาทต่อสู้กันอีก เมื่อมีคนในกลุ่มของคนเสียชีวิตผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยอยู่ล้อมรถยนต์ของเชลย คนเสียชีวิตลอดศีรษะเข้ามาในรถยนต์ของเชลย กล่าวด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดว่า “เอ็งจะรบไม่” บ่อยมาก แล้วก็มีความเป็นไปได้สูงที่คนเสียชีวิตจะเข้ามารังแกเชลยในชั่วเวลาอีกไม่นาน ช่วงเวลาเดียวกันเชลยยังถูกพวกของคนเสียชีวิตชกจากทางข้างหลัง ย่อมถือว่าเป็นก่อให้เกิดอันตรายซึ่งมีต้นเหตุที่เกิดจากการทำร้ายอันฝ่าฝืนต่อกฎหมายแล้วก็เป็นภัยอันตรายที่ใกล้จะเกิดขึ้นแก่ชีวิตแล้วก็ร่างกายของเชลยแล้ว ประกอบกับเชลยนั่งอยู่ที่ที่นั่งผู้ขับอันเป็นการอยู่ในที่จำกัดแล้วก็เคลื่อนไหวร่างกายได้ยาก การที่เชลยใช้อาวุธปืนยิงออกไป จึงเป็นทางเดียวที่จะให้เชลยพ้นจากการถูกรังแก โดยคนเสียชีวิตแล้วก็พวกได ถือว่าเป็นความประพฤติของเชลยเป็นการปฏิบัติเพื่อคุ้มครองปกป้องตนให้พ้นภัยอันตรายที่เกิดขึ้นมาจากการทำร้ายอันฝ่าฝืนต่อกฎหมายแล้วก็เป็นภัยอันตรายที่ใกล้จะถึง แต่เมื่อเชลยมองเห็นอยู่แล้วว่าคนเสียชีวิตแล้วก็พวกไม่มีอาวุธ ถ้าเกิดเชลยเพียงแต่พกพาอาวุธออกมาขู่ว่าจะยิง หรือยิงออกไปโดยไม่จำเป็นต้องให้ถูกคนเสียชีวิตหรือยิงไปที่อวัยวะอื่นที่ไม่มีความสำคัญของคนเสียชีวิต ก็ย่อมเพียงพอที่จะยั้งมีให้คนเสียชีวิตแล้วก็พวกเขามารังแกได้แล้ว แต่เชลยกลับใช้อาวุธที่ทรวงอกซ้ายของคนเสียชีวิต แม้ยิงเพียงแต่นัดเดียวก็ไม่เป็นการได้สัดส่วนกับภัยอันตรายที่เกิดขึ้นหรืออาจเกิดขึ้นความประพฤติของเชลยจึงเป็นความไม่ถูกฐานฆ่าคนอื่นโดยคุ้มครองปกป้องเกินควรแก่เหตุ ไม่ปรากฏว่าเชลยเคยถูกลงโทษติดตะรางมาก่อน เหตุคดีนี้มีต้นเหตุที่เกิดจากฝ่ายคนเสียชีวิตจอดรถยนต์กีดกั้นรถยนต์ของเชลยจนถึงเรื่องแผ่ขยายแย่ลงกว่าเดิม อันเป็นความผิดของฝ่ายคนเสียชีวิตด้วยส่วนใดส่วนหนึ่ง การรอคอยการลงทัณฑ์ให้แก่เชลยน่าจะเป็นคุณประโยชน์แก่เชลยแล้วก็สังคมสาธารณะมากยิ่งกว่าการลงทัณฑ์ติดตะรางไปพลาดท่าเดียว

ชี้ขาดแก้เป็นว่า ฐานฆ่าคนอื่นโดยคุ้มครองปกป้องเกินควรแก่เหตุ ติดตะราง 5 ปี ลดโทษหนึ่งในสาม อาจจะติดตะราง 3 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานพาอาวุธปืนฯ แล้ว รวมติดตะราง 3 ปี 4 เดือน แล้วก็ปรับ 2,000 บาท โทษจำเรือนจำให้คอยการลงทัณฑ์ไว้ 3 ปี คุมความประพฤติ 2 ปี รายงานตัวต่อพนักงานคุมทำตัวทุก 3 เดือน ให้เชลยไปเข้ารับการฝึกอบรมที่เกี่ยวกับการหยุดยั้งควบคุมสติที่เกิดขึ้นมาจากการใช้รถยนต์ใช้ถนนแล้วก็ให้ทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์มีระบุ 30 ชั่วโมง

โดยทางฝ่ายทนายแล้วก็คุณแม่ของคนเสียชีวิต ได้เผยข้างหลังฟังคำพิพากษาว่า ก็ไม่มีอะไรแล้ว มันนานมาแล้วก็สารภาพคำพิพากษาของศาล ส่วนทางแพ่งก็ดังเดิม เขาต้องมาชดใช้ แล้วก็วันนี้คำพิพากษาก็เป็นไปตามที่ศาลท่านพินิจ เชลยไม่มาก็มีการปรับไปแล้ว ส่วนทางแพ่งก็รอดูเขาว่าจะมาชดใช้เมื่อใด เพื่อให้เป็นไปตามอำนาจศาล